ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก!

ปวดปัสสาวะบ่อย

อาการปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณของ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ซึ่งพบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง แต่ผู้ชายก็เป็นได้เช่นกัน

แม้หลายคนจะคิดว่าเป็นอาการเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยไว้นาน เชื้ออาจลุกลามขึ้นไปยังกรวยไต ทำให้มีไข้ ปวดหลัง ปวดเอว หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นได้ จึงควรรู้สัญญาณเตือนและพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ อาจเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือ UTI โดยมักมีอาการร่วม เช่น ปัสสาวะขุ่น กลิ่นแรง ปวดหน่วงท้องน้อย หรือรู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลาแม้เพิ่งเข้าห้องน้ำ

ควรพบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น มีไข้ ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะมีเลือดปน เป็นซ้ำบ่อย ตั้งครรภ์ มีโรคประจำตัว หรือเป็นผู้ชายที่มีอาการปัสสาวะแสบขัด เพราะอาจต้องตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

สารบัญ

คำอธิบายรูปตามหัวข้อบทความ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบคืออะไร

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis คือภาวะที่เยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI โดยเชื้ออาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะและลุกลามขึ้นไปถึงกระเพาะปัสสาวะ

ในผู้หญิงพบได้บ่อยกว่าผู้ชาย เพราะท่อปัสสาวะสั้นกว่าและอยู่ใกล้บริเวณทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่า แต่ในผู้ชาย หากมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือเป็นซ้ำ ควรตรวจหาสาเหตุ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ นิ่ว หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

คำอธิบายรูปตามหัวข้อบทความ

อาการปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่

อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบมักเริ่มจากความผิดปกติของการปัสสาวะ บางรายมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจรบกวนการใช้ชีวิตมาก

  • ปวดปัสสาวะบ่อย เข้าห้องน้ำถี่กว่าปกติ
  • ปัสสาวะแสบ ขัด หรือรู้สึกร้อนขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ออกน้อยแต่ปวดบ่อย
  • รู้สึกปวดปัสสาวะทันทีหรือกลั้นไม่อยู่
  • ปวดหน่วงท้องน้อยหรือบริเวณหัวหน่าว
  • ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง หรือมีเลือดปน
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด หรือยังปวดแม้เพิ่งปัสสาวะไปแล้ว
ข้อควรรู้: ถ้ามีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง หรือปวดเอวร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่กระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา ควรพบแพทย์เร็วขึ้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

สาเหตุที่พบบ่อยคือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงหรือกระตุ้นให้อาการเกิดซ้ำได้

การติดเชื้อแบคทีเรีย

เชื้อจากบริเวณรอบทวารหนักหรือผิวหนังอาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะและลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะ

ดื่มน้ำน้อยและกลั้นปัสสาวะ

ทำให้ปัสสาวะค้างนาน เชื้อมีโอกาสเพิ่มจำนวน และเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น

สุขอนามัยไม่เหมาะสม

การเช็ดทำความสะอาดผิดทิศทาง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง อาจเพิ่มความเสี่ยงได้

โรคหรือภาวะร่วม

เบาหวาน นิ่ว ต่อมลูกหมากโต ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการใส่สายสวนปัสสาวะ อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ

คำอธิบายรูปตามหัวข้อบทความ

ทำไมบางคนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์

บางคนมีอาการปัสสาวะแสบขัดหลังมีเพศสัมพันธ์ เพราะระหว่างมีเพศสัมพันธ์ อาจเกิดการเสียดสีและพาเชื้อแบคทีเรียบริเวณใกล้ท่อปัสสาวะเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิง

  • การเสียดสีทำให้ท่อปัสสาวะระคายเคือง
  • เชื้อแบคทีเรียอาจถูกพาเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • การดื่มน้ำน้อยหรือไม่ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเพิ่มความเสี่ยง
  • การใช้สารหล่อลื่นหรือผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจระคายเคืองในบางคน
  • หากมีอาการซ้ำบ่อย ควรตรวจเพื่อแยกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือสาเหตุอื่น
คำแนะนำ: ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ ดื่มน้ำให้พอ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง อาจช่วยลดโอกาสเป็นซ้ำในบางราย
คำอธิบายรูปตามหัวข้อบทความ

ผู้ชายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ไหม

ผู้ชายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ แม้พบไม่บ่อยเท่าผู้หญิง แต่ถ้าผู้ชายมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดหน่วง หรือเป็นซ้ำ ควรให้แพทย์ประเมิน เพราะอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย

  • ต่อมลูกหมากอักเสบ
  • ต่อมลูกหมากโตทำให้ปัสสาวะค้าง
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ท่อปัสสาวะอักเสบหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ภาวะปัสสาวะไหลไม่ดีหรือมีการอุดกั้น
ผู้ชายไม่ควรมองข้าม: ถ้ามีปัสสาวะแสบขัด มีหนอง ไข้ ปวดอัณฑะ ปวดฝีเย็บ หรือปัสสาวะมีเลือดปน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุ

อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

กระเพาะปัสสาวะอักเสบบางรายอาจลุกลามหรือมีสาเหตุซ่อนอยู่ จึงควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีอาการเตือนต่อไปนี้

  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
  • ปวดหลัง ปวดเอว หรือเจ็บบริเวณสีข้าง
  • ปัสสาวะมีเลือดปนชัดเจน
  • ปวดท้องน้อยมาก หรือปวดแสบขัดรุนแรง
  • อาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย
  • ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
  • เป็นผู้ชาย เด็ก ผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะน้อยผิดปกติ

แพทย์ตรวจอย่างไรเมื่อสงสัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การตรวจขึ้นกับอาการ ความรุนแรง เพศ อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละคน โดยเป้าหมายคือยืนยันว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ และแยกสาเหตุอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน

  • ซักประวัติอาการ เช่น ปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ ปวดท้องน้อย
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อดูเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือสัญญาณติดเชื้อ
  • เพาะเชื้อปัสสาวะในบางราย เช่น เป็นซ้ำ อาการรุนแรง หรือใช้ยามาแล้วไม่ดีขึ้น
  • ตรวจเพิ่มเติมในผู้ชายหรือผู้ที่สงสัยนิ่ว ต่อมลูกหมาก หรือการอุดกั้น
  • ประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หากมีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้าข่าย

แนวทางรักษาและการดูแลตัวเอง

การรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรง หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณายาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงเชื้อหรือทำให้อาการเป็นซ้ำได้

พบแพทย์และตรวจปัสสาวะ

ช่วยยืนยันสาเหตุและเลือกการรักษาให้เหมาะกับอาการ ไม่ควรเดาเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ช่วยให้ปัสสาวะไหลเวียน ลดการค้างของปัสสาวะ และลดการระคายเคืองในบางราย

ไม่กลั้นปัสสาวะ

การกลั้นปัสสาวะนานอาจเพิ่มโอกาสที่เชื้อจะเติบโตและทำให้อาการแย่ลง

ใช้ยาให้ครบตามแพทย์สั่ง

หากได้รับยาปฏิชีวนะ ควรใช้ตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดยาเองแม้อาการดีขึ้นเร็ว

ป้องกันการเป็นซ้ำได้อย่างไร

การป้องกันขึ้นกับสาเหตุ แต่โดยทั่วไปการดูแลสุขอนามัยและพฤติกรรมการปัสสาวะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ในหลายราย

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน
  • ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
  • เช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังในผู้หญิง
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น
  • ควบคุมเบาหวานหรือโรคประจำตัวให้ดี
  • หากเป็นซ้ำบ่อย ควรตรวจหาสาเหตุ เช่น นิ่ว ปัสสาวะค้าง หรือปัญหาทางเดินปัสสาวะ

  • ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณของกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือ UTI
  • อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะถี่ แสบขัด ปัสสาวะขุ่น กลิ่นแรง ปวดท้องน้อย หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • ถ้ามีไข้ ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะมีเลือด หรืออาการเป็นซ้ำ ควรรีบพบแพทย์
  • ผู้ชายที่มีอาการปัสสาวะแสบขัดควรตรวจหาสาเหตุร่วม เช่น ต่อมลูกหมาก นิ่ว หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ควรตรวจและใช้ยาตามแพทย์แนะนำ

คำถามที่พบบ่อย

ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด เกิดจากอะไร

อาจเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง แต่บางรายอาจเกี่ยวข้องกับนิ่ว ต่อมลูกหมากอักเสบ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการระคายเคืองอื่น ๆ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบอันตรายไหม

ส่วนใหญ่รักษาได้ แต่ถ้าปล่อยไว้หรือมีเชื้อลุกลาม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบนหรือกรวยไตอักเสบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ ปวดหลัง หรือปวดเอว

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม

ได้ในบางราย เพราะการเสียดสีอาจพาเชื้อเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น การปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์และดื่มน้ำให้พออาจช่วยลดความเสี่ยง

ผู้ชายปัสสาวะแสบขัดควรทำอย่างไร

ควรพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและแยกสาเหตุ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ นิ่ว ท่อปัสสาวะอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม

ไม่แนะนำ เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงเชื้อ ใช้ยาไม่ครบ หรือทำให้เชื้อดื้อยา ควรตรวจและใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ข้อมูลนี้เหมาะใช้เพื่ออะไร

หน้านี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายอาการปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ และความเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือ UTI โดยเน้นอาการเตือน สาเหตุ การตรวจ และการดูแลเบื้องต้นอย่างปลอดภัย

ข้อมูลนี้ไม่ใช้แทนการตรวจจริง เพราะอาการปัสสาวะผิดปกติอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ นิ่ว ต่อมลูกหมากอักเสบ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคประจำตัวที่ต้องประเมินเป็นรายบุคคล

ข้อมูลแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาเบื้องต้น

หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา (Urology) เลข ว.29458

อาการปัสสาวะบ่อย แสบขัด หรือกลั้นไม่อยู่ ควรประเมินให้ชัดว่าเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ต่อมลูกหมาก หรือสาเหตุอื่น เพื่อเลือกการรักษาที่ตรงจุดและลดโอกาสเป็นซ้ำ

ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด หรือมีอาการเป็นซ้ำ?

ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจนก่อนซื้อยากินเอง เพื่อป้องกันอาการลุกลามและลดโอกาสเป็นซ้ำในอนาคต

ปรึกษาเบื้องต้นผ่าน LINE

รับคำปรึกษาเบื้องต้น

สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthaiสืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)

ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)

บทความล่าสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *