คุมกำเนิดฉุกเฉินคือวิธีลดโอกาสตั้งครรภ์หลังเกิดความเสี่ยง เช่น ไม่ได้ป้องกัน วิธีคุมกำเนิดผิดพลาด หรือไม่แน่ใจว่าการป้องกันที่ใช้เพียงพอหรือไม่ จุดสำคัญคือควรใช้ให้เร็วที่สุดหลังเกิดความเสี่ยง และไม่ควรใช้แทนการคุมกำเนิดประจำ
ยาคุมฉุกเฉินทำงานอย่างไร มีกี่แบบ ควรใช้เมื่อไร ต่างจากยาคุมรายเดือนอย่างไร และเมื่อไรควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้ใช้ข้อมูลอย่างปลอดภัย ไม่ตื่นตระหนก และไม่เข้าใจผิด

คุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?
คุมกำเนิดฉุกเฉินคือวิธีช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์หลังมีความเสี่ยงแล้ว โดยมีทั้งยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินและห่วงอนามัยทองแดง การใช้ควรเร็วที่สุดหลังเกิดความเสี่ยง เพราะโดยทั่วไปยิ่งใช้เร็ว โอกาสได้ผลยิ่งดีกว่า
คุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ใช่ยาทำแท้ง ไม่ใช่ยาคุมรายเดือน และไม่ป้องกัน HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากมีความเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการตรวจหรือการป้องกันเพิ่มเติม
- คุมกำเนิดฉุกเฉินใช้หลังมีความเสี่ยง ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดประจำ
- Levonorgestrel มักแนะนำให้ใช้ภายใน 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน หลังเกิดความเสี่ยง
- Ulipristal acetate ใช้ได้ภายใน 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน ในหลายแนวทาง
- ห่วงอนามัยทองแดงเป็นตัวเลือกคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ต้องใส่โดยบุคลากรที่ผ่านการฝึก
- ยาคุมฉุกเฉินอาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ หรือมีเลือดกะปริบกะปรอยได้
- ถ้าประจำเดือนช้าผิดปกติ หรือสงสัยตั้งครรภ์ ควรตรวจการตั้งครรภ์และปรึกษาแพทย์
- ยาคุมฉุกเฉินไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงควรประเมิน STI หากมีความเสี่ยง
สารบัญ
- คุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร
- คุมกำเนิดฉุกเฉินมีกี่แบบ
- วิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง
- ถ้าอาเจียนหลังใช้ยา ต้องทำอย่างไร
- ต่างจากยาคุมรายเดือนอย่างไร
- ผลข้างเคียงที่อาจพบได้
- ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม
- เมื่อไรควรตรวจการตั้งครรภ์
- เมื่อไรควรพบแพทย์หรือเภสัชกร
- อ่านต่อเรื่องคุมกำเนิดและสุขภาพเพศ
- คำถามที่พบบ่อย
คุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร
คุมกำเนิดฉุกเฉินคือวิธีคุมกำเนิดที่ใช้หลังเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เช่น ไม่ได้ป้องกัน ถุงยางหลุด/แตก ลืมใช้วิธีคุมกำเนิดตามปกติ หรือไม่แน่ใจว่าวิธีที่ใช้มีความผิดพลาดหรือไม่
โดยหลักการ ยาคุมฉุกเฉินทำงานสำคัญผ่านการป้องกันหรือชะลอการตกไข่ จึงควรใช้ให้เร็วที่สุดหลังเกิดความเสี่ยง และไม่ควรเข้าใจผิดว่าเป็นยาทำแท้งหรือใช้แทนยาคุมรายเดือนได้
ใช้หลังเกิดความเสี่ยง
ไม่ใช่ยาใช้ล่วงหน้าแบบยาคุมรายเดือน และไม่ใช่วิธีที่ควรพึ่งพาเป็นประจำ
ยิ่งเร็ว ยิ่งเหมาะสม
ควรรีบปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หลังเกิดเหตุ ไม่ควรรอจนใกล้ครบเวลาที่กำหนด
ไม่ใช่ยาทำแท้ง
หลักการคือช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์หลังเกิดความเสี่ยง ไม่ใช่การยุติการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่กันโรคติดต่อ
หากมีความเสี่ยง STI ต้องประเมินเรื่องการตรวจและการป้องกันเพิ่มเติม

คุมกำเนิดฉุกเฉินมีกี่แบบ
วิธีคุมกำเนิดฉุกเฉินหลัก ๆ มีทั้งยาเม็ดและห่วงอนามัยทองแดง แต่ละแบบมีกรอบเวลาและความเหมาะสมต่างกัน จึงควรเลือกตามสถานการณ์จริง โดยรับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
| วิธี | กรอบเวลาที่มักใช้ | จุดสำคัญ |
|---|---|---|
| Levonorgestrel | โดยทั่วไปควรใช้ภายใน 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน | ควรใช้เร็วที่สุด อ่านฉลากยา และถามเภสัชกรหากไม่แน่ใจ |
| Ulipristal acetate | ใช้ได้ภายใน 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน ในหลายแนวทาง | อาจเหมาะในบางสถานการณ์มากกว่า แต่ควรรับคำแนะนำก่อนใช้ |
| ห่วงอนามัยทองแดง | ใส่ภายใน 5 วันหลังเกิดความเสี่ยง | มีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถใช้เป็นการคุมกำเนิดระยะยาวต่อได้ แต่ต้องทำโดยบุคลากรที่ผ่านการฝึก |
วิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง
หลักสำคัญที่สุดคือ ใช้ให้เร็วที่สุดหลังเกิดความเสี่ยง ไม่ควรรอจนใกล้ครบ 72 ชั่วโมงหรือ 120 ชั่วโมงแล้วค่อยใช้ เพราะประสิทธิภาพโดยรวมมักดีกว่าเมื่อใช้เร็วกว่า
- อ่านฉลากและเอกสารกำกับยาทุกครั้ง เพราะขนาดและวิธีใช้ต่างกันตามชนิดยา
- หากไม่แน่ใจว่าเป็น levonorgestrel หรือ ulipristal acetate ให้ถามเภสัชกรก่อนใช้
- หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาบางชนิด หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อน
- หากเกิดความเสี่ยงใหม่หลังใช้ยาแล้ว ยาเดิมไม่ได้ครอบคลุมความเสี่ยงครั้งใหม่โดยอัตโนมัติ
- หลังใช้ยา ควรวางแผนวิธีคุมกำเนิดประจำที่เหมาะสมกว่า หากมีโอกาสเกิดความเสี่ยงซ้ำ

ถ้าอาเจียนหลังใช้ยา ต้องทำอย่างไร
หากอาเจียนหลังใช้ยาในช่วงเวลาสั้น ๆ ยาอาจดูดซึมไม่เพียงพอและอาจต้องได้รับคำแนะนำเรื่องการใช้ซ้ำหรือพิจารณาวิธีอื่น เช่น ห่วงอนามัยทองแดง ขึ้นกับชนิดยาและเวลาที่อาเจียน
ข้อมูลบริการสุขภาพหลายแห่งระบุกรอบเวลาต่างกันเล็กน้อย เช่น levonorgestrel อาจต้องประเมินหากอาเจียนภายในประมาณ 2 ชั่วโมง และ ulipristal acetate ภายในประมาณ 3 ชั่วโมง ดังนั้นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือรีบติดต่อเภสัชกรหรือแพทย์ทันที ไม่ควรกินซ้ำเองโดยไม่ถาม
ยาคุมฉุกเฉินต่างจากยาคุมรายเดือนอย่างไร
ยาคุมฉุกเฉินใช้หลังเกิดความเสี่ยง ส่วนยาคุมรายเดือนหรือวิธีคุมกำเนิดประจำใช้เพื่อป้องกันล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินแทนยาคุมประจำในชีวิตประจำวัน
| ประเด็น | คุมกำเนิดฉุกเฉิน | คุมกำเนิดประจำ |
|---|---|---|
| ช่วงเวลาใช้ | หลังเกิดความเสี่ยงแล้ว | ใช้ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระบบ |
| เป้าหมาย | ลดโอกาสตั้งครรภ์จากเหตุการณ์ฉุกเฉิน | ป้องกันการตั้งครรภ์ในระยะยาวหรือเป็นประจำ |
| ความเหมาะสม | ใช้เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดหรือไม่ได้ป้องกัน | เหมาะกับคนที่ต้องการวิธีวางแผนอย่างสม่ำเสมอ |
| ข้อจำกัด | ไม่ควรใช้บ่อยแทนวิธีหลัก และอาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อน | ต้องเลือกให้เหมาะกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ |

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้
หลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน อาจมีอาการข้างเคียงชั่วคราวได้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ควรสังเกตอาการและพบแพทย์หากผิดปกติหรือรุนแรง
คลื่นไส้หรืออาเจียน
พบได้ในบางคน หากอาเจียนเร็วหลังใช้ยา ควรรีบถามเภสัชกรหรือแพทย์
ปวดศีรษะหรืออ่อนเพลีย
มักเป็นชั่วคราว หากรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรประเมินเพิ่มเติม
ปวดท้องน้อย
อาจคล้ายปวดประจำเดือน แต่หากปวดมากผิดปกติควรพบแพทย์
เลือดกะปริบกะปรอย
อาจเกิดได้ชั่วคราวหลังใช้ยา แต่ถ้าเลือดออกมากควรประเมิน
รอบเดือนเปลี่ยน
ประจำเดือนอาจมาเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ หากช้าผิดปกติควรตรวจการตั้งครรภ์
กังวลหลังใช้ยา
หากกังวลมาก ควรสอบถามผู้เชี่ยวชาญแทนการค้นข้อมูลจนตื่นตระหนก

ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม?
ไม่ป้องกัน ยาคุมฉุกเฉินช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน HIV, หนองใน, หนองในเทียม, ซิฟิลิส, เริม, HPV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้
หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเสี่ยงต่อ STI ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าควรตรวจอะไร ตรวจเมื่อไร และต้องมีการป้องกันหรือดูแลเพิ่มเติมหรือไม่ โดยไม่ควรรอให้มีอาการเสมอไป เพราะบางโรคอาจไม่มีอาการชัดในช่วงแรก
หลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน เมื่อไรควรตรวจการตั้งครรภ์?
ควรตรวจการตั้งครรภ์หากประจำเดือนช้ากว่าปกติอย่างชัดเจน มีอาการที่สงสัยตั้งครรภ์ หรือยังไม่สบายใจหลังใช้ยา แม้ใช้ยาถูกต้องก็ยังไม่มีวิธีใดรับประกันได้ 100%
- ถ้าประจำเดือนช้ากว่าที่คาด ควรพิจารณาตรวจการตั้งครรภ์
- หากไม่มีประจำเดือนภายในประมาณ 3 สัปดาห์หลังใช้ยา ควรตรวจและปรึกษาแพทย์
- หากมีปวดท้องน้อยรุนแรง เลือดออกผิดปกติ หรืออาการแปลกไปมาก ควรพบแพทย์
- ถ้าผลตรวจไม่ชัดเจนหรือยังสงสัย ควรตรวจซ้ำหรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

เมื่อไรควรพบแพทย์หรือเภสัชกร?
คุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ควรถามได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องชนิดยา เวลาใช้ยา หรือมีปัจจัยสุขภาพร่วม
- ไม่แน่ใจว่าควรใช้ยาแบบไหนหรือยังอยู่ในกรอบเวลาหรือไม่
- อาเจียนหลังใช้ยาในช่วงเวลาสั้น ๆ
- มีความเสี่ยงซ้ำหลังใช้ยาไปแล้ว
- ประจำเดือนช้าผิดปกติ หรือสงสัยตั้งครรภ์
- มีอาการปวดท้องมาก เลือดออกมาก หรืออาการผิดปกติรุนแรง
- ใช้ยาบางชนิด โรคประจำตัว หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ
- ต้องใช้คุมกำเนิดฉุกเฉินบ่อย และต้องการวางแผนวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะกว่า
- มีความเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และต้องการคำแนะนำเรื่องการตรวจ

สรุป: คุมกำเนิดฉุกเฉินใช้ได้เมื่อจำเป็น แต่ต้องเข้าใจให้ถูก
คุมกำเนิดฉุกเฉินคือทางเลือกหลังเกิดความเสี่ยง ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดหลักในชีวิตประจำวัน หลักสำคัญคือใช้ให้เร็วที่สุด เลือกวิธีให้เหมาะกับช่วงเวลาและสถานการณ์ และไม่ลืมว่าการคุมกำเนิดฉุกเฉินไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
หากต้องใช้บ่อย ไม่แน่ใจเรื่องเวลา อาเจียนหลังใช้ยา ประจำเดือนช้า หรือมีความเสี่ยง STI ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเลือกแนวทางที่ปลอดภัยกว่าและเหมาะกับชีวิตจริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์
ข้อมูลนี้เรียบเรียงเพื่อให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านทั่วไป และควรใช้ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์หรือเภสัชกร แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่
WHO: Emergency contraception,
NHS: Emergency contraception,
ACOG: Access to Emergency Contraception,
ACOG Practice Bulletin: Emergency Contraception,
SHL: Emergency contraceptive pill และ
WHO: Intrauterine devices
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคุมกำเนิดฉุกเฉิน
ยาคุมฉุกเฉินคือยาทำแท้งไหม?
ไม่ใช่ ยาคุมฉุกเฉินใช้เพื่อลดโอกาสตั้งครรภ์หลังเกิดความเสี่ยง โดยทำงานหลักผ่านการป้องกันหรือชะลอการตกไข่ ไม่ใช่การยุติการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ต้องกินยาคุมฉุกเฉินภายในกี่ชั่วโมง?
ขึ้นกับชนิดยา โดย levonorgestrel มักใช้ภายใน 72 ชั่วโมง ส่วน ulipristal acetate ใช้ได้ภายใน 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน ควรใช้ให้เร็วที่สุดและปรึกษาเภสัชกรหากไม่แน่ใจ
ถ้ากินยาช้า ยังได้ผลไหม?
อาจยังได้ผลหากยังอยู่ในกรอบเวลาของยาชนิดนั้น แต่โดยทั่วไปยิ่งใช้เร็วหลังเกิดความเสี่ยง ยิ่งเหมาะสมกว่า หากช้าเกินไปควรปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกอื่น เช่น ห่วงอนามัยทองแดง
ใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยได้ไหม?
ไม่ควรใช้แทนการคุมกำเนิดประจำ หากต้องใช้บ่อย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอกว่า
ถ้าอาเจียนหลังใช้ยา ต้องทำอย่างไร?
หากอาเจียนภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังใช้ยา ควรรีบติดต่อเภสัชกรหรือแพทย์ทันที เพราะอาจต้องพิจารณาใช้ซ้ำหรือเปลี่ยนเป็นวิธีอื่น ขึ้นกับชนิดยาและเวลาที่อาเจียน
ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม?
ไม่ป้องกัน ยาคุมฉุกเฉินช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์เท่านั้น หากมีความเสี่ยงเรื่อง STI ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจและการป้องกันเพิ่มเติม
กินยาคุมฉุกเฉินแล้วประจำเดือนไม่มา ควรทำอย่างไร?
หากประจำเดือนช้ากว่าปกติอย่างชัดเจน หรือไม่มีประจำเดือนภายในประมาณ 3 สัปดาห์หลังใช้ยา ควรตรวจการตั้งครรภ์และปรึกษาแพทย์
ข้อมูลนี้เหมาะใช้เพื่ออะไร
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับคุมกำเนิดฉุกเฉิน วิธีใช้ยาอย่างเหมาะสม ช่วงเวลาที่ควรใช้ ผลข้างเคียง ข้อจำกัด และสถานการณ์ที่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อมูลนี้ไม่สามารถใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์/เภสัชกรได้ หากมีอาการผิดปกติ ประจำเดือนช้า สงสัยตั้งครรภ์ มีความเสี่ยง STI หรือไม่แน่ใจว่าควรใช้วิธีใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ข้อมูลแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาเบื้องต้น
หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา (Urology) เลข ว.29458
คุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ควรถามได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรตัดสินใจจากความกลัวหรือข้อมูลที่ไม่ครบ สิ่งสำคัญคือใช้ให้ถูกเวลา เข้าใจข้อจำกัด และแยกเรื่องการป้องกันตั้งครรภ์ออกจากการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ไม่แน่ใจว่าควรใช้คุมกำเนิดฉุกเฉิน หรือควรตรวจ STI ร่วมด้วยไหม?
เริ่มจากการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินเวลา ความเสี่ยง อาการ และทางเลือกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ


รับคำปรึกษาเบื้องต้น
สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthai
นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546
เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)
เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)
ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)
บทความล่าสุด
วิธีใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกต้อง ป้องกันหลุด แตก และลดความเสี่ยงทางเพศ
ถุงยางอนามัยเป็
PSA คืออะไร ใช้ตรวจอะไร และเกี่ยวกับต่อมลูกหมากอย่างไร
PSA คือโปรตีนที
คู่มือความปลอดภัยก่อนเลือกใช้อุปกรณ์สุขภาพทางเพศ
หลายคนเริ่มจากค
เซ็กซ์ทอยสำหรับมือใหม่แบบไหนดี? คู่มือเลือก sex toy ให้เหมาะกับผู้เริ่มต้น
หลายคนเริ่มจากค
10 เทคนิคเพิ่มความรู้สึกตอนมีเพศสัมพันธ์
ความรู้สึกระหว่
ท่าร่วมเพศที่ช่วยให้ไม่เจ็บเมื่ออวัยวะเพศโค้งงอ
อาการเจ็บระหว่า
หนองในมีกี่แบบ เป็นแล้วรักษาให้หายขาดได้ไหม
โรคติดต่อทางเพศ
อวัยวะเพศโค้งธรรมชาติ กับโค้งจากโรค ต่างกันยังไง
หลายคนอาจเคยสัง